กินเห็ดให้เป็นยา กับเทศกาลกินเจ 2559

เทศกาลกินเจปี 2559 นี้ เรามากินเห็ดกันนะคะ นอกจากอิ่มอร่อย แล้วยังเป็นยาได้อีกด้วยค่ะ เรามาดูกันว่า เห็ดแต่ละชนิดมีสรรพคุณเป็นอย่างไรบ้าง

เห็ด โบราณท่านจัดเป็นธาตุวัตถุชนิดหนึ่งแต่ปัจจุบันเป็นพืชวัตถุ ซึ่งมีที่ใช้ทำยาอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะมีเห็ดหลายชนิดที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี และทานกันเป็นประจำ แต่น้อยคนนักที่รู้ว่าเห็ดที่เราทานกันอยู่ทุกวันมีสรรพคุณทางยา เช่น

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นเห็ดราคาถูกที่สุดแต่คนไทยไม่เคยคิดว่าเป็นยา ประเทศไทยเพาะได้เป็นเข่ง ๆ ขายเป็นกิโลแต่เมืองนอกไม่มี แถมราคาแพง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม มีสรรพคุณรักษาความดันโลหิตสูงได้ถ้ารับประทานเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องกินยารักษาโรคนี้เลย เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมมี “สารโลวาสแตติน” ที่สามารถทนร้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะปรุงอาหารด้วยการนำไปผัดไปแกงได้ทั้งนั้น

เห็ดฟาง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โปรตีนสูงที่สุด สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามโตเร็ว บานเร็ว เน่าเร็ว เสียเร็ว แสดงว่ามีโปรตีนสูง เห็ดฟางมี “สารอิริตาดีนีน”ลดไขมันในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ด้วย เห็ดฟางเป็นเห็ดชนิดเดียวที่ประเทศไทยเพาะได้ แต่ทั่วโลกเพาะไม่ได้เพราะเป็นเมืองหนาว

เห็ดหูหนู โปรตีนต่ำที่สุด เห็นได้จากโตช้า เสียช้า แสดงว่ามีโปรตีนต่ำ แต่มี “กรดแอสคอบิก” และ “วิตามินซีสูง” มีสรรพคุณช่วยต่อต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

หูหนูขาว เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่การเพาะเห็ดไม่ว่า เห็ดหูหนูหรือหูหนูขาว ความรับผิดชอบของเกษตรกรบางส่วนยังไม่มี คือ เวลาเพาะเห็ดหูหนูจะมีไรไข่ปลาเกิดขึ้นเชื้อเห็ดก็เสีย บางคนอาจใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ถ้าฉีดแล้วไม่ตายเห็ดก็เสียก็อาจใช้ฟูราดาน ซึ่งทั่วโลกไม่ใช้กัน เคล้ากับอาหารเห็ดหรือวัสดุเพาะเห็ด เห็ดก็มีการปนเปื้อนฟูราดานส่วนเห็ดหูหนูขาวก็ผ่านการฟอกสีจนขาว ล้วนแต่เป็นพิษทั้งนั้น

ถามว่าควรกินเห็ดชนิดใดบ้าง ก็ต้องตอบว่า เห็ดทุกชนิดกินได้หมด เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันแต่ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่รู้จักไม่ควรกินเพราะอาจเป็นอันตรายได้ค่ะ

นอกจากสรรพคุณในการพิชิตโรค ต่างๆ แล้วเห็ดยังมี “สารเบต้ากลูแคน” ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่หรือถ้านำไปหมักอย่างถูกวิธีจนเกิด “กรดแลคติก” นำไปทาผิวหน้าให้ผ่องใสได้ด้วย

เห็ดจึงเป็นมากกว่าอาหาร เพราะมีสรรพคุณเป็นยา

ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์คุณหมอขอบอก